

Money Management
นักลงทุนมือใหม่ที่เข้ามาลงทุนในตลาดการลงทุน อาจได้ยินนักลงทุนผู้มีประสบการณ์พูดว่า “ถ้าทำ Money Management ไม่เป็น ก็ยากที่จะประสบความสำเร็จกับการลงทุนในระยะยาว”
นักลงทุนที่ลงทุนในตลาดหุ้นโดยเฉพาะมือใหม่อาจได้บทเรียนจากเหตุการณ์ “ลงทุน 10 ครั้ง ได้กำไร 7 ครั้ง ขาดทุน 3 ครั้ง แต่เมื่อดูพอร์ตลงทุนโดยรวมกลับขาดทุน” ด้วยบทความนี้ทำให้ Money Management เป็นปัจจัยสำคัญและกลายเป็นอาวุธที่นักลงทุนทุกคนต้องมีติดตัว
Money Management คือ การบริหารจัดการเงินลงทุนอย่างเป็นระบบ โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับต้น ๆ คือ เรื่องความเสี่ยงและผลตอบแทน ซึ่งสามารถสรุปออกมาเป็นประเด็นสำคัญ 3 ขั้นตอน ดังนี้
1. การควบคุมความเสี่ยง
นักลงทุนเคยได้ยินก่อนการลงทุนว่าควรวางแผนในการซื้อขายทุกครั้ง เพราะไม่มีใครล่วงรู้อนาคตได้ว่าตลาดหรือหุ้นที่เล็งไว้จะเป็นอย่างไร โดยสิ่งที่ต้องปฏิบัติในการควบคุมความเสี่ยง คือ การวาง Risk & Reward โดย Risk คือ วางจุดที่จะตัดขาดทุน (Stop Loss) ไว้ล่วงหน้าเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับพอร์ตลงทุนหรือถ้าเกิดความเสียหายก็ให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด และรักษาเงินต้นไว้เพื่อต่อยอดโอกาสการลงทุนในอนาคตได้ ส่วน Reward คือ โอกาสที่นักลงทุนได้สร้างผลตอบแทน ส่วนโอกาสจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์
2. การจัดสรรเงินลงทุน
การจัดสรรเงินเพื่อลงทุนในแต่ละครั้งควรให้เหมาะสมกับขนาดพอร์ตลงทุนของตัวเอง (โดยเฉพาะหากมีเงินทุนที่จำกัด) ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีเงินลงทุน 1 แสนบาท ก็ไม่ควรทุ่มเงินไปลงทุนในหุ้นตัวเดียว แต่ควรแบ่ง 10 - 25% ของเงินลงทุนทั้งหมดสำหรับการลงทุนหุ้น 1 ตัว นอกจากเป็นการกระจายความเสี่ยงแล้วก็ยังเหลือเงินเพื่อรอโอกาสการลงทุนในหุ้นตัวอื่น ๆ หรืออาจซื้อหุ้นตัวเดิมในกรณีที่หุ้นตัวนั้นมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น
3. การวางแผนการลงทุน
หากวางแผนก่อนลงทุนทุกครั้งจะช่วยให้สามารถจัดการกับทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างเป็นระบบ เช่น ช่วงตลาดหุ้นไทยผันผวนและปรับฐานลงจากผลกระทบต่างประเทศ นักลงทุนที่มีการวางแผนก็จะเข้าซื้อสะสม เพราะประเมินว่าตลาดได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก ดังนั้น หลังจากเหตุการณ์ Panic Sell ผ่านไปแล้ว ราคาหุ้นก็จะปรับขึ้นได้ แต่หากไม่มีการวางแผนเอาไว้อาจเทขายตามตลาดในช่วง Panic Sell ก็เป็นได้
ดังนั้น Money Management จึงมีส่วนช่วยให้นักลงทุนบรรลุเป้าหมายและทำให้การลงทุนซื้อขายเกิดความคุ้มค่า อย่างไรก็ตาม คำว่า Money Management ไม่ใช่การบริหารความเสี่ยง ไม่ใช่การกำหนดขนาดปริมาณการซื้อขาย แต่เป็นการจัดการความเสี่ยงรวมถึงระบุปริมาณความเสี่ยงที่ได้รับในการซื้อขาย หรือเรียกว่า Position Sizing คือการกำหนดความเสียหายล่วงหน้าว่าหุ้นตัวนี้จะยอมขาดทุนได้แค่ไหน นั่นคือกำหนดแผนการขาดทุนเอาไว้ล่วงหน้า ซึ่งแผนดังกล่าวมักกำหนดเป็นจำนวนหุ้นที่ควรซื้อ (การคำนวณหา Position Sizing สามารถปรึกษาเจ้าหน้าที่การลงทุนที่นักลงทุนเปิดบัญชีซื้อขาย)
Money Management จะเป็นตัวกำหนดว่าควรเพิ่มหรือลดขนาดการลงทุน ที่สำคัญกลยุทธ์การลงทุนจะทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพ นักลงทุนจะต้องมีวินัยในการลงทุน ถ้าทำได้จะช่วยให้พอร์ตลงทุนเติบโตในระยะยาว
มาอธิบายความหมายของแนวทางการควบคุม Money Management ว่าเราจะต้องมีปัจจัยอะไรบ้างค่ะ
1.Win rate
2.Reward/Risk
3.Position Sizing
4.Position Sizing แบบ %Risk
1.Win rate
ในการเทรด เราจะต้องทราบ Style การเทรดของตัวเราเองว่า เรามีรูปแบบการเข้า-ออก ที่สั้นยาวอย่างไร และการเทรดของเรานั้นสามารถทำกำไรได้ กี่ครั้งใน 100 ครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว Style การเทรดจะมีอยู่ประมาณ 3 Style เพื่อให้พอ เห็นภาพแบบเข้าใจง่ายๆ อยากให้ลองจินตนาการตามนี้นะคะ ให้เราลองนึกถึง นักมวย 3 คน
นักมวยคนที่ 1
จะเป็นนักมวย ที่มีความเร็วสูง สามารถออกหมัดเข้าเป้าได้อย่างต่อเนื่อง
หากเทียบกับการเทรดแล้ว ก็เหมือนกับเรามี % win ที่สูง แม้ว่าแต่ละหมัดที่ ออกนั้นอาจจะไม่ได้หนักมาก แต่ก็สามารถเก็บสะสมกำไรได้อย่างต่อเนื่อง 77 ถ้าเราดูจากภาพจะเห็นว่า ไม้ที่ได้กำไรจะได้ทีละไม่เยอะ เวลาโดน 1 ครั้งจะ เท่ากับต้องทำกำไรคืนกลับ 2 ครั้งเลยทีเดียว แต่ว่าอาศัยที่ % win มากกว่า % Loss อยู่เยอะ เลยสามารถทำกำไรต่อเนื่องได้
ถ้าเราดูจากกล่องเขียว-แดงจะพบว่า ชนะ 1 ครั้งได้กำไรมา 3% แพ้ 1 ครั้ง โดนไป 6% แต่โดยรวมๆ แล้ว เมื่อเป็นการเทรดต่อเนื่องได้ +3% ได้+3% โดน -6% ได้ +3% ไปเรื่อยๆ แต่โดยรวม เมื่อนับจำนวนกล่องแล้ว จะพบว่า กล่องเขียวที่เป็นกล่องของกำไร มากกว่ากล่องสีแดงที่แทนขาดทุนอยู่พอ สมควร
แสดงว่า การเทรดรูปแบบนี้ ซึ่งเน้น % Win สูงๆ ก็สามารถจะทำให้การเทรด ที่สามารถประสบความสำเร็จได้ เพราะผลรวมสุทธิของกำไร มากกว่าขาดทุน
นักมวยคนที่ 2
เป็นนักมวยที่แข็งแกร่ง ออกหมัดไม่ได้เยอะ แต่ ก็มีหมัดฮุคซ้าย ที่หนักหน่วงมากๆ จนคู่ต่อสู้พากันกลัว
หากเทียบกับการเทรดแล้ว ก็เหมือนกับเรามี % win ที่ไม่ได้สูง แต่ถึงครั้งที่เข้าเป้า ก็สามารถสร้างผลกำไร (Reward) กลับมาเยอะ ถ้าเราดูจากภาพเราจะเห็นว่า จำนวนไม้ที่ได้กำไรมีไม่เยอะ แต่เวลาที่ได้ในแต่ละครั้ง สามารถcover ที่ขาดทุนกลับมา 3-4 ครั้งเลยทีเดียว การเทรดแบบนี้จะอาศัยปริมาณReward ที่สูงกว่า การโดน Risk ในการทำกำไรอย่างต่อเนื่อง
ถ้าเราดูจากกล่องเขียว-แดงจะพบว่า ชนะ 1 ครั้งได้กำไรมา 9-18% แพ้ 1ครั้งโดนไปแค่ 3% เท่านั้นเอง แม้ว่าจะโดนครั้งละ 3% ไปหลายครั้งก็ตามโดยรวมๆ แล้ว เมื่อเป็นการเทรดต่อเนื่อง ได้ + 9% โดน -3% โดน-3 % โดน- 3% ได้ +12% โดน -3 ไปเรื่อยๆ แต่โดยรวม เมื่อนับจำนวนกล่องแล้วจะพบว่ากล่องเขียวที่เป็นกล่องของกำไร มากกว่ากล่องสีแดงที่แทนขาดทุนอยู่พอสมควร
แสดงว่า การเทรดรูปแบบนี้ ซึ่งเน้น Reward สูงๆ ก็สามารถจะทำให้การเทรดประสบความสำเร็จได้อีกวิธีหนึ่งเช่นกัน
นักมวยคนที่ 3
เป็นนักมวยที่ทั้งหมัดหนักและคม เคลื่อนไหวรวดเร็ว เรียกว่าสมบูรณ์ทั้ง ความเร็ว + ความหนักหน่วง
เปรียบเหมือนกับเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์ช่ำชองแล้ว มีทั้ง % win ที่สูง และ ในแต่ละไม้ก็สามารถสร้าง Reward ได้ค่อนข้างสูงด้วย แบบนี้ต้องใช้ระยะเวลา ในการฝึกฝนสูง ไม่เหมาะกับมือใหม่ที่เพิ่งเข้ามาในตลาด 2-3 ปีแรก
ส่วนใหญ่ผู้ลงทุนที่เข้ามาในตลาด มักจะอยากเป็นแบบนี้เลย ซึ่งทำให้เสียเวลา วนเวียนในการหารูปแบบการเทรดแบบนี้อยู่หลายปี และเสียเงินลงคอร์สสัมมนาราคาแพงๆ ไปอีกหลายที่ เพราะต้องการตามหาสูตรสำเร็จ ซึ่งในความเป็นจริงเราสามารถเลือกแนวทางแบบ 1 หรือ 2 แล้วค่อยๆ เรียนรู้จากประสบการณ์จนสามารถพัฒนาขึ้นมาเป็นแบบนี้จะดีกว่า
2.Reward/Risk
Risk หมายถึง ระยะทางจาก จุดเข้า มาถึงยัง จุดคัทลอส (Entry - Cut loss) ของเรา Reward หมายถึง ระยะทางจาก จุดเข้า ไปถึงยัง จุดทำกำไร (Entry - Take profit) ซึ่งในการเข้า และออกแต่ละครั้งนั้น เราควรจะประเมินก่อนว่า Reward / Risk นั้นคุ้มค่าไหม ซึ่งเราจะเรียกว่า Risk Reward Ratio (RRR)
จากภาพ จุดเข้าเราคือ 1.08942 โดยเราวางแผนก่อนเข้าว่า ถ้าหากราคาหลุด 1.08942 เราจะต้อง Cut loss ทิ้งไป โดยความเสี่ยง ของเราคือ 1.08942-1.08585 เท่ากับ 357จุด ตรงนี้ คือ Risk เราตั้ง Take profit ที่ 1.11785 โดยผลตอบแทนคาดหวังที่เราอาจจะได้รับนั่นคือ 2,843 จุด ตรงนี้คือ Reward เมื่อเราประเมินความคุ้มค่าของการเสี่ยงครั้งนี้ เราจะพบว่า
ถ้าเราคิดถูก และราคาเป็นไปตามที่เราคาดหวัง เราจะได้กำไร 2,843 จุด
แต่ถ้าหากเราคิดผิด เราจะโดนขาดทุน 357 จุด
คิดเป็น ผลตอบแทนคาดหวัง ต่อ ความเสี่ยง (Reward / Risk) ที่ 8:1 ซึ่งพบ ว่า การเสี่ยงครั้งนี้น่าสนใจเพราะว่า ให้ผลตอบแทนคาดหวังประมาณ 8 เท่าของความเสี่ยง
เท่ากับว่าตอนนี้เรารู้จุดเข้า รู้จุดออก รู้จุดคัทแล้ว เมื่อเรามีแผนการในการเข้าเทรดแบบนี้แล้ว ความเสี่ยงก็จะลดลงไปเยอะเลย
3.Position Sizing
คือ การบริหารจัดการความเสี่ยงผ่านการกำหนดปริมาณ ซื้อขายในแต่ละครั้ง เพื่อให้เหมาะสมกับเงินทุนที่มี เป้าหมายที่ตั้งไว้ และความเสี่ยงที่ รับได้ ซึ่งเราควรจะทราบว่า
ควรมีเงินเริ่มต้นเท่าไรในการเทรด?
เทรดครั้งนี้ใช้จำนวนสัญญาเท่าไหร่ดี?
เมื่อเงินทุนเพิ่ม/ลด จะปรับปริมาณซื้อขายอย่างไร?
ความสำคัญของ Position Sizing
เพื่อให้เห็นหลักการทำงานของ Position sizing ชัดๆ จะขอใช้ ภาพจำลองการ เทรด 3 ภาพด้วยกัน
จะเห็นว่า รูปแบบในการเข้า-ออก เพื่อเทรดของ 3 รูปด้านบนนั่นเหมือนกันทุก ประการคือ ได้กำไร 4 ไม้ ขาดทุน 6 ไม้ และทุกไม้ที่ได้ก็จะมี Reward ที่สูงกว่าตอนขาดทุน ที่แตกต่างกันของทั้ง 3 ภาพคือ % Risk ที่ใช้ในการเข้าไปเสี่ยงในแต่ละครั้ง นั่นคือ 2%, 3% และ 5% ซึ่งส่งผลให้ผลตอบแทนสุดท้ายนั้นแตกต่างกันโดยที่ risk 5% นั้นจะให้ผลตอบแทนที่เยอะที่สุด ซึ่งการวาง Position sizing แบบที่เรานำมายก ตัวอย่างด้านบนคือ การวางแบบ % Risk นั่นเอง
4.Position Sizing แบบ % Risk : คือ การจํากัดความเสี่ยงในการซื้อขายแต่ละครั้งไม่ให้เกิน ....% ของเงินลงทุน เช่น ไม่เกิน 3% ของเงินลงทุน ถ้าหากเรามีเงินลงทุน
1 ล้านบาท เราก็ไม่สามารถจะเสี่ยงได้เกิน 30,000 บาทต่อครั้ง
• ผู้ใช้กําหนด % ความเสี่ยงเอง โดยทั่วไป ไม่ควรเสี่ยงเกิน 1-4% ต่อครั้ง
• เมื่อเงินทุนเปลี่ยนแปลง (เพิ่มขึ้น/ลดลง) จะต้องคํานวณความเสี่ยงใหม่ทุกครั้งที่จะเทรด
• ความเสี่ยงเป็น % คงที่ทุกๆ ครั้งที่เทรด
• เมื่อเงินลงทุนเพิ่มขึ้น เราก็จะสามารถใส่ปริมาณสัญญาได้มากขึ้น
• เมื่อเงินลงทุนลดลงจากการขาดทุน เราต้องลดปริมาณสัญญาที่จะเทรดต่อครั้งลง
• วิธีการคํานวณปริมาณจํานวนสัญญาที่จะใช้ในแต่ละครั้ง
ปริมาณสัญญาที่ใส่ได้ = จํานวนเงินที่เสี่ยงได้ในครั้งนี้ / ความเสี่ยงในการเทรดครั้งนี้
• โดยที่ จํานวนเงินที่เสี่ยงได้ในการเทรดครั้งนี้ = % Risk x จํานวนเงินทุน
• ความเสี่ยงในการเทรดครั้งนี้ = ระยะทางจากจุดเข้า ไปถึง จุดที่เราจะทําการStop loss ในชีวิตจริงเป็นวิธีการที่เราใช้อยู่ อีกทั้ง วิธีการนี้ค่อนข้างง่ายไม่ซับซ้อน และค่อนข้างปลอดภัย โดยเราจะประเมินจากจํานวนเงินที่เราสามารถสูญเสียได้ในแต่ละครั้งการเทรด ส่วนใหญ่จะนํามาคํานวณเป็น % ของพอร์ต เช่น ในการเสี่ยงแต่ละครั้ง เราจะไม่เสี่ยงเกิน 3%ของเงินหน้าตัก ถ้าสมมติว่า เรามีหน้าตักอยู่ที่ 1,000,000 บาท เราสามารถเสี่ยงได้ 3% แสดงว่าในแต่ละไม้ที่เราเข้าไปเทรด เราสามารถขาดทุนได้ไม่เกิน3% x 1,000,000 = 30,000 บาท
• เมื่อเราทราบ ระยะทางสําหรับ Cut loss และจํานวนเงินที่เราสามารถรับความเสี่ยงได้แล้ว เราก็จะสามารถคํานวณได้ว่าเราจะใช้ปริมาณกี่สัญญา ในการเข้าออก ซึ่งเรียกกันว่า การหา Position Sizing ของการเทรดแต่ละครั้ง
• ตัวอย่าง จากสูตรคำนวน lot size ในตลาด Forex ที่เหมาะสม
คิดจาก % ความเสี่ยงเทียบกับเงินลงทุน Lot size = Risk x Capital/ (#of pip x pip value)
ตัวอย่าง ทุน 1,000$ รับความเสี่ยงที่ 5 % คือหากผิดทางยอมขาดทุนที่ 50$ โดยกำหนด Stop Loss ไว้ที่ 300 pips
แทนค่าจากสูตรจะได้ Risk(5%) x Capital (1,000) = 50$
Pip value = 300
Lot size = 50 / 300 = 0.16
สรุป ถ้าเรามีเงินทุน 1,000 $ ยอมขาดทุน 50$ โดยกำหนด Stop loss ไว้ที่ 300 pip ต้องใช้ขนาด Lot size = 0.16
ให้เราคํานวณปริมาณสัญญาในการเข้าออกแบบนี้ ทุกครั้งในการเข้า-ออก จะช่วยให้เราสามารถคุมความเสี่ยงในการเข้าออกได้อย่างดี และสามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างสม่ําเสมอ