เทรดให้ตาย พอร์ตก็ไม่โต ถ้าไม่มี Money Management

อ่าน 657


ฉบับย่อ

Money Management จะเป็นตัวกำหนดว่าควรเพิ่มหรือลดขนาดการลงทุน ที่สำคัญกลยุทธ์การลงทุนจะทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพ นักลงทุนจะต้องมีวินัยในการลงทุน ถ้าทำได้จะช่วยให้พอร์ตลงทุนเติบโตในระยะยาว


Money Management

นักลงทุนมือใหม่ที่เข้ามาลงทุนในตลาดการลงทุน อาจได้ยินนักลงทุนผู้มีประสบการณ์พูดว่า “ถ้าทำ Money Management ไม่เป็น ก็ยากที่จะประสบความสำเร็จกับการลงทุนในระยะยาว”


นักลงทุนที่ลงทุนในตลาดหุ้นโดยเฉพาะมือใหม่อาจได้บทเรียนจากเหตุการณ์ “ลงทุน 10 ครั้ง ได้กำไร 7 ครั้ง ขาดทุน 3 ครั้ง แต่เมื่อดูพอร์ตลงทุนโดยรวมกลับขาดทุน” ด้วยบทความนี้ทำให้ Money Management เป็นปัจจัยสำคัญและกลายเป็นอาวุธที่นักลงทุนทุกคนต้องมีติดตัว


Money Management คือ การบริหารจัดการเงินลงทุนอย่างเป็นระบบ โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับต้น ๆ คือ เรื่องความเสี่ยงและผลตอบแทน ซึ่งสามารถสรุปออกมาเป็นประเด็นสำคัญ 3 ขั้นตอน ดังนี้

 

1. การควบคุมความเสี่ยง

นักลงทุนเคยได้ยินก่อนการลงทุนว่าควรวางแผนในการซื้อขายทุกครั้ง เพราะไม่มีใครล่วงรู้อนาคตได้ว่าตลาดหรือหุ้นที่เล็งไว้จะเป็นอย่างไร โดยสิ่งที่ต้องปฏิบัติในการควบคุมความเสี่ยง คือ การวาง Risk & Reward โดย Risk คือ วางจุดที่จะตัดขาดทุน (Stop Loss) ไว้ล่วงหน้าเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับพอร์ตลงทุนหรือถ้าเกิดความเสียหายก็ให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด และรักษาเงินต้นไว้เพื่อต่อยอดโอกาสการลงทุนในอนาคตได้ ส่วน Reward คือ โอกาสที่นักลงทุนได้สร้างผลตอบแทน ส่วนโอกาสจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์


2. การจัดสรรเงินลงทุน

การจัดสรรเงินเพื่อลงทุนในแต่ละครั้งควรให้เหมาะสมกับขนาดพอร์ตลงทุนของตัวเอง (โดยเฉพาะหากมีเงินทุนที่จำกัด) ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีเงินลงทุน 1 แสนบาท ก็ไม่ควรทุ่มเงินไปลงทุนในหุ้นตัวเดียว แต่ควรแบ่ง 10 - 25% ของเงินลงทุนทั้งหมดสำหรับการลงทุนหุ้น 1 ตัว นอกจากเป็นการกระจายความเสี่ยงแล้วก็ยังเหลือเงินเพื่อรอโอกาสการลงทุนในหุ้นตัวอื่น ๆ หรืออาจซื้อหุ้นตัวเดิมในกรณีที่หุ้นตัวนั้นมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

 

3. การวางแผนการลงทุน

หากวางแผนก่อนลงทุนทุกครั้งจะช่วยให้สามารถจัดการกับทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างเป็นระบบ เช่น ช่วงตลาดหุ้นไทยผันผวนและปรับฐานลงจากผลกระทบต่างประเทศ นักลงทุนที่มีการวางแผนก็จะเข้าซื้อสะสม เพราะประเมินว่าตลาดได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก ดังนั้น หลังจากเหตุการณ์ Panic Sell ผ่านไปแล้ว ราคาหุ้นก็จะปรับขึ้นได้ แต่หากไม่มีการวางแผนเอาไว้อาจเทขายตามตลาดในช่วง Panic Sell ก็เป็นได้


ดังนั้น Money Management จึงมีส่วนช่วยให้นักลงทุนบรรลุเป้าหมายและทำให้การลงทุนซื้อขายเกิดความคุ้มค่า อย่างไรก็ตาม คำว่า Money Management ไม่ใช่การบริหารความเสี่ยง ไม่ใช่การกำหนดขนาดปริมาณการซื้อขาย แต่เป็นการจัดการความเสี่ยงรวมถึงระบุปริมาณความเสี่ยงที่ได้รับในการซื้อขาย หรือเรียกว่า Position Sizing  คือการกำหนดความเสียหายล่วงหน้าว่าหุ้นตัวนี้จะยอมขาดทุนได้แค่ไหน นั่นคือกำหนดแผนการขาดทุนเอาไว้ล่วงหน้า ซึ่งแผนดังกล่าวมักกำหนดเป็นจำนวนหุ้นที่ควรซื้อ (การคำนวณหา Position Sizing สามารถปรึกษาเจ้าหน้าที่การลงทุนที่นักลงทุนเปิดบัญชีซื้อขาย)


Money Management จะเป็นตัวกำหนดว่าควรเพิ่มหรือลดขนาดการลงทุน ที่สำคัญกลยุทธ์การลงทุนจะทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพ นักลงทุนจะต้องมีวินัยในการลงทุน ถ้าทำได้จะช่วยให้พอร์ตลงทุนเติบโตในระยะยาว


มาอธิบายความหมายของแนวทางการควบคุม Money Management ว่าเราจะต้องมีปัจจัยอะไรบ้างค่ะ 

1.Win rate

2.Reward/Risk

3.Position Sizing

4.Position Sizing แบบ %Risk


1.Win rate

  • ในการเทรด เราจะต้องทราบ Style การเทรดของตัวเราเองว่า เรามีรูปแบบการเข้า-ออก ที่สั้นยาวอย่างไร และการเทรดของเรานั้นสามารถทำกำไรได้ กี่ครั้งใน 100 ครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว Style การเทรดจะมีอยู่ประมาณ 3 Style เพื่อให้พอ เห็นภาพแบบเข้าใจง่ายๆ อยากให้ลองจินตนาการตามนี้นะคะ ให้เราลองนึกถึง นักมวย 3 คน

นักมวยคนที่ 1

  • จะเป็นนักมวย ที่มีความเร็วสูง สามารถออกหมัดเข้าเป้าได้อย่างต่อเนื่อง 

  • หากเทียบกับการเทรดแล้ว ก็เหมือนกับเรามี % win ที่สูง แม้ว่าแต่ละหมัดที่ ออกนั้นอาจจะไม่ได้หนักมาก แต่ก็สามารถเก็บสะสมกำไรได้อย่างต่อเนื่อง 77 ถ้าเราดูจากภาพจะเห็นว่า ไม้ที่ได้กำไรจะได้ทีละไม่เยอะ เวลาโดน 1 ครั้งจะ เท่ากับต้องทำกำไรคืนกลับ 2 ครั้งเลยทีเดียว แต่ว่าอาศัยที่ % win มากกว่า % Loss อยู่เยอะ เลยสามารถทำกำไรต่อเนื่องได้ 

  • ถ้าเราดูจากกล่องเขียว-แดงจะพบว่า ชนะ 1 ครั้งได้กำไรมา 3% แพ้ 1 ครั้ง โดนไป 6% แต่โดยรวมๆ แล้ว เมื่อเป็นการเทรดต่อเนื่องได้ +3% ได้+3% โดน -6% ได้ +3% ไปเรื่อยๆ แต่โดยรวม เมื่อนับจำนวนกล่องแล้ว จะพบว่า กล่องเขียวที่เป็นกล่องของกำไร มากกว่ากล่องสีแดงที่แทนขาดทุนอยู่พอ สมควร 

  • แสดงว่า การเทรดรูปแบบนี้ ซึ่งเน้น % Win สูงๆ ก็สามารถจะทำให้การเทรด ที่สามารถประสบความสำเร็จได้ เพราะผลรวมสุทธิของกำไร มากกว่าขาดทุน

A close up of a sign

Description automatically generated


นักมวยคนที่ 2

  • เป็นนักมวยที่แข็งแกร่ง ออกหมัดไม่ได้เยอะ แต่ ก็มีหมัดฮุคซ้าย ที่หนักหน่วงมากๆ จนคู่ต่อสู้พากันกลัว

  • หากเทียบกับการเทรดแล้ว ก็เหมือนกับเรามี % win ที่ไม่ได้สูง แต่ถึงครั้งที่เข้าเป้า ก็สามารถสร้างผลกำไร (Reward) กลับมาเยอะ ถ้าเราดูจากภาพเราจะเห็นว่า จำนวนไม้ที่ได้กำไรมีไม่เยอะ แต่เวลาที่ได้ในแต่ละครั้ง สามารถcover ที่ขาดทุนกลับมา 3-4 ครั้งเลยทีเดียว การเทรดแบบนี้จะอาศัยปริมาณReward ที่สูงกว่า การโดน Risk ในการทำกำไรอย่างต่อเนื่อง

  • ถ้าเราดูจากกล่องเขียว-แดงจะพบว่า ชนะ 1 ครั้งได้กำไรมา 9-18% แพ้ 1ครั้งโดนไปแค่ 3% เท่านั้นเอง แม้ว่าจะโดนครั้งละ 3% ไปหลายครั้งก็ตามโดยรวมๆ แล้ว เมื่อเป็นการเทรดต่อเนื่อง ได้ + 9% โดน -3% โดน-3 % โดน- 3% ได้ +12% โดน -3 ไปเรื่อยๆ แต่โดยรวม เมื่อนับจำนวนกล่องแล้วจะพบว่ากล่องเขียวที่เป็นกล่องของกำไร มากกว่ากล่องสีแดงที่แทนขาดทุนอยู่พอสมควร

  • แสดงว่า การเทรดรูปแบบนี้ ซึ่งเน้น Reward สูงๆ ก็สามารถจะทำให้การเทรดประสบความสำเร็จได้อีกวิธีหนึ่งเช่นกัน




นักมวยคนที่ 3

  • เป็นนักมวยที่ทั้งหมัดหนักและคม เคลื่อนไหวรวดเร็ว เรียกว่าสมบูรณ์ทั้ง ความเร็ว + ความหนักหน่วง 

  • เปรียบเหมือนกับเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์ช่ำชองแล้ว มีทั้ง % win ที่สูง และ ในแต่ละไม้ก็สามารถสร้าง Reward ได้ค่อนข้างสูงด้วย แบบนี้ต้องใช้ระยะเวลา ในการฝึกฝนสูง ไม่เหมาะกับมือใหม่ที่เพิ่งเข้ามาในตลาด 2-3 ปีแรก

  • ส่วนใหญ่ผู้ลงทุนที่เข้ามาในตลาด มักจะอยากเป็นแบบนี้เลย ซึ่งทำให้เสียเวลา วนเวียนในการหารูปแบบการเทรดแบบนี้อยู่หลายปี และเสียเงินลงคอร์สสัมมนาราคาแพงๆ ไปอีกหลายที่ เพราะต้องการตามหาสูตรสำเร็จ ซึ่งในความเป็นจริงเราสามารถเลือกแนวทางแบบ 1 หรือ 2 แล้วค่อยๆ เรียนรู้จากประสบการณ์จนสามารถพัฒนาขึ้นมาเป็นแบบนี้จะดีกว่า


2.Reward/Risk

  • Risk หมายถึง ระยะทางจาก จุดเข้า มาถึงยัง จุดคัทลอส (Entry - Cut loss) ของเรา Reward หมายถึง ระยะทางจาก จุดเข้า ไปถึงยัง จุดทำกำไร (Entry - Take profit) ซึ่งในการเข้า และออกแต่ละครั้งนั้น เราควรจะประเมินก่อนว่า Reward / Risk นั้นคุ้มค่าไหม ซึ่งเราจะเรียกว่า Risk Reward Ratio (RRR) 

  • จากภาพ จุดเข้าเราคือ 1.08942 โดยเราวางแผนก่อนเข้าว่า ถ้าหากราคาหลุด 1.08942 เราจะต้อง Cut loss ทิ้งไป โดยความเสี่ยง ของเราคือ 1.08942-1.08585 เท่ากับ 357จุด ตรงนี้ คือ Risk เราตั้ง Take profit ที่ 1.11785 โดยผลตอบแทนคาดหวังที่เราอาจจะได้รับนั่นคือ 2,843 จุด ตรงนี้คือ Reward เมื่อเราประเมินความคุ้มค่าของการเสี่ยงครั้งนี้ เราจะพบว่า 

  • ถ้าเราคิดถูก และราคาเป็นไปตามที่เราคาดหวัง เราจะได้กำไร 2,843 จุด 

  • แต่ถ้าหากเราคิดผิด เราจะโดนขาดทุน 357 จุด 

  • คิดเป็น ผลตอบแทนคาดหวัง ต่อ ความเสี่ยง (Reward / Risk) ที่ 8:1 ซึ่งพบ ว่า การเสี่ยงครั้งนี้น่าสนใจเพราะว่า ให้ผลตอบแทนคาดหวังประมาณ 8 เท่าของความเสี่ยง 

  • เท่ากับว่าตอนนี้เรารู้จุดเข้า รู้จุดออก รู้จุดคัทแล้ว เมื่อเรามีแผนการในการเข้าเทรดแบบนี้แล้ว ความเสี่ยงก็จะลดลงไปเยอะเลย


3.Position Sizing

  • คือ การบริหารจัดการความเสี่ยงผ่านการกำหนดปริมาณ ซื้อขายในแต่ละครั้ง เพื่อให้เหมาะสมกับเงินทุนที่มี เป้าหมายที่ตั้งไว้ และความเสี่ยงที่ รับได้ ซึ่งเราควรจะทราบว่า 

  • ควรมีเงินเริ่มต้นเท่าไรในการเทรด? 

  • เทรดครั้งนี้ใช้จำนวนสัญญาเท่าไหร่ดี? 

  • เมื่อเงินทุนเพิ่ม/ลด จะปรับปริมาณซื้อขายอย่างไร?

ความสำคัญของ Position Sizing

  • เพื่อให้เห็นหลักการทำงานของ Position sizing ชัดๆ จะขอใช้ ภาพจำลองการ เทรด 3 ภาพด้วยกัน 


จะเห็นว่า รูปแบบในการเข้า-ออก เพื่อเทรดของ 3 รูปด้านบนนั่นเหมือนกันทุก ประการคือ ได้กำไร 4 ไม้ ขาดทุน 6 ไม้ และทุกไม้ที่ได้ก็จะมี Reward ที่สูงกว่าตอนขาดทุน ที่แตกต่างกันของทั้ง 3 ภาพคือ % Risk ที่ใช้ในการเข้าไปเสี่ยงในแต่ละครั้ง นั่นคือ 2%, 3% และ 5% ซึ่งส่งผลให้ผลตอบแทนสุดท้ายนั้นแตกต่างกันโดยที่ risk 5% นั้นจะให้ผลตอบแทนที่เยอะที่สุด ซึ่งการวาง Position sizing แบบที่เรานำมายก ตัวอย่างด้านบนคือ การวางแบบ % Risk นั่นเอง


4.Position Sizing แบบ % Risk : คือ การจํากัดความเสี่ยงในการซื้อขายแต่ละครั้งไม่ให้เกิน ....% ของเงินลงทุน เช่น ไม่เกิน 3% ของเงินลงทุน ถ้าหากเรามีเงินลงทุน

1 ล้านบาท เราก็ไม่สามารถจะเสี่ยงได้เกิน 30,000 บาทต่อครั้ง

• ผู้ใช้กําหนด % ความเสี่ยงเอง โดยทั่วไป ไม่ควรเสี่ยงเกิน 1-4% ต่อครั้ง

• เมื่อเงินทุนเปลี่ยนแปลง (เพิ่มขึ้น/ลดลง) จะต้องคํานวณความเสี่ยงใหม่ทุกครั้งที่จะเทรด

• ความเสี่ยงเป็น % คงที่ทุกๆ ครั้งที่เทรด

• เมื่อเงินลงทุนเพิ่มขึ้น เราก็จะสามารถใส่ปริมาณสัญญาได้มากขึ้น

• เมื่อเงินลงทุนลดลงจากการขาดทุน เราต้องลดปริมาณสัญญาที่จะเทรดต่อครั้งลง

• วิธีการคํานวณปริมาณจํานวนสัญญาที่จะใช้ในแต่ละครั้ง

ปริมาณสัญญาที่ใส่ได้ = จํานวนเงินที่เสี่ยงได้ในครั้งนี้ / ความเสี่ยงในการเทรดครั้งนี้

• โดยที่ จํานวนเงินที่เสี่ยงได้ในการเทรดครั้งนี้ = % Risk x จํานวนเงินทุน

• ความเสี่ยงในการเทรดครั้งนี้ = ระยะทางจากจุดเข้า ไปถึง จุดที่เราจะทําการStop loss ในชีวิตจริงเป็นวิธีการที่เราใช้อยู่ อีกทั้ง วิธีการนี้ค่อนข้างง่ายไม่ซับซ้อน และค่อนข้างปลอดภัย โดยเราจะประเมินจากจํานวนเงินที่เราสามารถสูญเสียได้ในแต่ละครั้งการเทรด ส่วนใหญ่จะนํามาคํานวณเป็น % ของพอร์ต เช่น ในการเสี่ยงแต่ละครั้ง เราจะไม่เสี่ยงเกิน 3%ของเงินหน้าตัก ถ้าสมมติว่า เรามีหน้าตักอยู่ที่ 1,000,000 บาท เราสามารถเสี่ยงได้ 3% แสดงว่าในแต่ละไม้ที่เราเข้าไปเทรด เราสามารถขาดทุนได้ไม่เกิน3% x 1,000,000 = 30,000 บาท

• เมื่อเราทราบ ระยะทางสําหรับ Cut loss และจํานวนเงินที่เราสามารถรับความเสี่ยงได้แล้ว เราก็จะสามารถคํานวณได้ว่าเราจะใช้ปริมาณกี่สัญญา ในการเข้าออก ซึ่งเรียกกันว่า การหา Position Sizing ของการเทรดแต่ละครั้ง

• ตัวอย่าง จากสูตรคำนวน lot size ในตลาด Forex ที่เหมาะสม

 คิดจาก % ความเสี่ยงเทียบกับเงินลงทุน Lot size  = Risk   x  Capital/ (#of pip  x  pip value) 

ตัวอย่าง ทุน 1,000$ รับความเสี่ยงที่ 5 %  คือหากผิดทางยอมขาดทุนที่   50$  โดยกำหนด Stop Loss ไว้ที่ 300 pips

 แทนค่าจากสูตรจะได้ Risk(5%)   x   Capital (1,000)  =   50$ 

     Pip value =  300 

      Lot size =  50 / 300 =  0.16 


สรุป ถ้าเรามีเงินทุน 1,000 $ ยอมขาดทุน 50$  โดยกำหนด Stop loss ไว้ที่ 300 pip ต้องใช้ขนาด Lot size = 0.16 

ให้เราคํานวณปริมาณสัญญาในการเข้าออกแบบนี้ ทุกครั้งในการเข้า-ออก จะช่วยให้เราสามารถคุมความเสี่ยงในการเข้าออกได้อย่างดี และสามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างสม่ําเสมอ













อ้างอิง

- เปิดบัญชี FOREX