

EP.4 Investment : วางแผนลงทุน
เป้าหมายคือ อิสรภาพทางการเงิน
อิสรภาพทางการเงิน การที่เรามีมูลค่าของทรัพย์สินมากพอในการดำเนินชีวิตโดยไม่ต้องขึ้นอยู่กับรายได้ การจ้างงาน ซึ่งผู้ที่มีอิสภาพทางการเงินต้องมีสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดกระแสเงินสดอย่างน้อยต้องเท่ากับรายจ่าย (รายได้ที่เข้ามาทางอ้อมเราเรียกว่า Passive Income หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า 'ให้เงินทำงาน')
ก่อนที่เราจะลงทุนเราต้องประเมินความเสี่ยงตนเอง
ประโยชน์ของการประเมินความเสี่ยงตนเอง คือ
1.ทำให้เรารู้ว่าเราเหมาะสมต่อการลงทุนแบบใด
2.เป็นการปกป้องไม่ให้นักลงทุน
ลงทุนเกินความเสี่ยงที่รับได้
ระดับความเสี่ยงที่ประเมินได้ จะจัดระดับ Product ทางการเงินที่ แนะนำตามระดับความเสี่ยงมาให้
ซึ่งคำพูดหนึ่งเรามักจะได้ยินติดหูบ่อยๆ คือ 'ความเสี่ยงกับผลตอบแทน High Risk High Return'
แต่ที่ถูกต้องเราควรใช้คำว่า High Risk อาจจะ High Returnอย่างไรก็ตามในสถานการณ์ที่ตลาดมีความผันผวนเช่นในปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ยในตลาดเริ่มกลับมาเป็นขาขึัน ทำให้หลังจากนี้สินค้าทางการเงินที่มีความเสี่ยงที่ต่ำกว่าอาจจะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าได้เช่นกัน ดังนั้นสิ่งที่จะช่วยลดความผันผวนจากการลงทุนของเราได้ดีจึงเป็นเรื่องของ 'การกระจายการลงทุน' ซึ่งจะกล่าวต่อไป
Risk Profile & Product ทางการเงิน
เมื่อเราประเมินแล้วว่าตัวเราเป็นผู้ที่ได้รับความเสี่ยงได้ในระดับใด ลำดับต่อมาเราต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้าทางการเงินซึ่งแต่ละประเภทก็จะถูกจัดระดับความเสี่ยงไว้เช่นเดียวกัน ยกตัวอย่าง Risk Profile & Product ทางการเงิน1. ความเสี่ยงต่ำ : ต้องการผลตอบแทนจากลงทุนมากกว่าเงินฝาก
ไม่ต้องการความเสี่ยงและต้องการลงทุนในระยะสั้นๆ เช่น กองทุนตลาดเงินในประเทศ พันธบัตรรัฐบาล
2. ปานกลางค่อนข้างต่ำ : รับความเสี่ยงได้เล็กน้อย เน้นปกปิดเงินลงทุน
มุ่งหวังผลตอบแทนสม่ำเสมอจากการลงทุน เช่น ตราสารหนี้นระยะกลาง
3.ปานกลางค่อนข้างสูง : รับความได้เพิ่มขึ้น
สามารถยอมรับมูลค่าการลงทุนที่ลดลงเป็นครั้งคราวได้ เช่น ตราสารหนี้ระยะยาว
กองทุนผสม ตราสารหนี้ต่างประเทศ
4.ความเสี่ยงสูง : ยอมรับความผันผวนของตลาดได้และยอมรับการขาดทุนได้
มุ่งหวังการเติบโตของเงินลงทุนและผลตอบแทนในระยะยาว เช่น กองทุนรวมตราสารทุน หุ้น REIT
5.ความเสี่ยงสูงมาก : ยอมรับการขาดทุนอย่างมีนัยสำคัญได้ หากมีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงจากการลงทุน เช่น กองทุนตามหมวดอุตสาหกรรม กองทุนทางเลือก
Asset Allocation
อย่าใส่ไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว น่าจะเป็นคำพูดที่คลาสสิกแต่เราจะเห็นว่านั่นคือ
เรื่องจริง !!
เพราะถ้าเราวางแรงไข่อาจจะแตกได้มากกว่า 1 ฟองหรือทั้งหมด เปรียบได้กับการลงทุน
หากเราไม่กระจายการลงทุน แต่เลือกที่จะลงทุนทั้งหมดในสิ่งที่เราชอบ
หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น โรคระบาดในที่ผ่านมาอาจทำให้ พอร์ตเกิดความเสียหาย
Asset Allocation ที่ได้รับความนิยม
จะจัดสรรตามระดับความเสี่ยงของนักลงทุน และประมาณการผลตอบแทนจากอดีต เช่น
- พอร์ตเสี่ยงต่ำ ลงทุนในหุ้น 10-50% , ตราสารหนี้อื่นๆ 50-90%
- พอร์ตเสี่ยงกลาง ลงทุนในหุ้น 40-80% ตราสารหนี้,อื่นๆ 20-60%
- พอร์ตเสี่ยงสูง ลงทุนในหุ้น 70-100% ตราสารหนี้,อื่นๆ 0-30%
Asset Allocation กระจายความเสี่ยงด้วยการลงทุนตามช่วงวัย รูปแบบเดิมๆ
ตัวอย่าง
- วัยเริ่มต้นทำงาน : รับความเสี่ยงได้สูง ลงทุนในหุ้น,ทางเลือก 90 % ตราสารหนี้ 10%
- วัยสร้างครอบครัว : รับความเสี่ยงได้ปานกลาง-สูง ลงทุนในหุ้น,ทางเลือก 40-50% ตราสารหนี้ 60-50 %
- วัยมั่นคง : รับความดีได้ปานกลาง-ต่ำ ลงทุนในหุ้น,ทางเลือก 30% ตราสารหนี้ 70%
- วัยเกษียณ : รับความเสี่ยงได้ต่ำ ลงทุนในหุ้น,ทางเลือก 10% ตราสารหนี้ 90%
และแม้ว่าเราจะจัดพอร์ตเราได้ดีอย่างไร ในโลกของการลงทุนจะมี 3 สิ่ง ที่เราคิดว่านักลงทุนต้องเรียนรู้ ทำความเข้าใจ เพื่อนำไปใช้ในการวางแผนเทรด
วางแผนเทรดทุกการลงทุน (3M)
พื้นฐานในการลงทุนที่จะประสบความสำเร็จได้นั้นต้องประกอบด้วย
3M คือ
Method
ทุกคนต้องมีวิธีการลงทุนเป็นของตัวเอง
เพราะทุกวิธีการนั้นมีข้อดีที่แตกต่างกันออกไป
เทคนิคขึ้นอยู่ว่าเราถูกจริตกับแบบไหน เทคนิคลงทุนสั้นและยาวก็แตกต่างกัน
Money management
สำคัญที่สุด คือ
รักษาเงินลงทุนให้ได้ การรักษาเงินลงทุนนั้น มาจากการจัดการความเสี่ยงที่ดี
สามารถประคองพอร์ตให้เติบโตได้อย่างเหมาะสม มีแผนการลงทุนที่ชัดเจน
Mindset
การที่จะรักษาระดับจิตใจให้อยู่ในมาตรฐานการลงทุนต้องอาศัย Mindset ทางจิตวิทยาที่ดี
เพราะในตลาดนั้นเต็มไปด้วยอารมณ์มากมายทั้ง โลภ กลัว กังวล เครียด ต่างๆ ดังนั้น
ต้องใช้จิตวิทยาที่เหมาะสม เข้าใจกลยุทธ์ ทั้งนี้มาจากความรู้และประสบการณ์ที่มากพอ
และสุดท้ายหากเราต้องการมี Passive Income เราต้องมีสินทรัพย์ลงทุนไม่ต่ำว่า 50% ของสินทรัพย์ทั้งหมด หรือให้ Passive Income ในแต่ละเดือนมากกว่ารายจ่ายของแต่ละเดือน (ยิ่งมากยิ่งดี)