ทฤษฎีดาว (Dow Theory) พื้นฐานของการมองเทรนด์

อ่าน 802


ฉบับย่อ

ทฤษฎีดาวสามารถใช้เป็นพื้นฐานในการวิเคราะห์ ทฤษฎีนี้เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการพัฒนาแนวทางการวิเคราะห์ของนักลงทุน การอ่านเกมตลาดเป็นศาสตร์ที่ได้จากประสบการณ์ตรงจากตลาด


Trend 

ว่าด้วยเรื่องเทรนด์ สิ่งแรกที่เข้ามาในหัวเลย ก็คือ ทฤษฎีดาว ซึ่งเป็นพื้นฐานของการมองเทรนด์ ซึ่ง ทฤษฏีดาว Dow Theory ถูกคิดค้นขึ้นมาโดยนายชาร์ล  เอช ดาว(Charles H.Dow) ปี 1851 – 1902 ผู้ที่ถูกขนานนามว่าเป็น บิดาแห่งการวิเคราะห์ทางเทคนิค ซึ่ง 100 กว่าปีมาแล้ว แต่กฎและหลักการของดาวยังคงใช้ได้ตราบถึงปัจจุบัน


หลักการของดาวจะเป็นการพูดถึงการเคลื่อนที่ของราคาหุ้น การวิเคราะห์แนวโน้มของราคา

อธิบายถึงพฤติกรรมของตลาดหุ้นที่ยังคงเหมือนเดิมเกิดขึ้นซ้ำๆ เฉกเช่นเดียวกับเมื่อ 100 ปีก่อนโดยการที่พฤติกรรมของตลาดเกิดขึ้นซ้ำกันนั้นเกิดจากอารมณ์ และพฤติกรรมของนักลงทุนในช่วงเวลาต่างๆ ตามที่นายชาร์ลได้ศึกษาไว้โดยทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นการรวบรวมทุกพฤติกรรมของราคาไว้หมดแล้ว ซึ่งจะเกิดซ้ำกันเป็นวงจรซ้ำแล้วซ้ำอีกนั่นเอง

สิ่งแรก ที่เราควรเรียนรู้คือแนวโน้มของราคา แนวโน้มหรือเทรนด์(Trend) จะสามารถบอกได้ว่าราคากำลังไปในทิศทางใด ราคาจะขึ้นหรือลงซึ่งจะมองได้จากจุดสูงสุดและต่ำสุดของราคา ซึ่งแนวโน้มจะแบ่งไว้ 3 แบบ

- แนวโน้มขาขึ้น (Up trend)

- แนวโน้มขาลง (Down trend)

- พักตัวไร้ทิศทาง (Side way)


แนวโน้มขาขึ้น (Up trend)




จุดเริ่มต้นของเทรนด์ขาขึ้นเกิดขึ้นเมื่อไร?

1.กราฟมีการเคลื่อนที่ ที่แตกต่างจากแนวโน้มเดิม ราคาวิ่งสูงขึ้นทะลุ Hi เดิมไป และ Lowใหม่ไม่กดลงต่ำเท่าเดิม


2.low ยกสูงขึ้น หากกราฟยังคงเป็นขาลงหรือแนวโน้มเดิม Hiและlow จะต้องลดตัวต่ำลงต่อเนื่อง และทำHiสูงขึ้น



3.ราคาไม่ทำLow ตามลงตามแนวโน้มของขาลงที่ควรจะเป็น มีลักษณะไปทดสอบLow เก่า และทำHi สูงขึ้น




ตัวอย่าง

ราคาทะลุไฮเดิมไป มีความเป็นไปได้ที่แนวโน้มจะเปลี่ยนจากขาลงเป็นขาขึ้น

ต่อมาคือแนวโน้มเทรนด์เปลี่ยนเป็นขาขึ้นจริงๆ


  • ซึ่งจุดสังเกตอีกอย่างก็คือ หากเปลี่ยนเป็นเทรนด์ขาขึ้นจริงๆ low และ hi จะต้องยกตัวสูงขึ้น ถ้าสิ่งที่เราคาดการณ์ไว้ผิดก็จะเห็นlowลดต่ำลงกว่าเดิม (ถ้าเข้าออเดอร์ไว้ มองเทรนด์ผิดก็คัตออเดอร์ไป)


จุดจบของเทรนด์ขาขึ้นจะจบลงเมื่อใด?

Hi ไม่ยกตัวสูงขึ้นให้เราตั้งข้อสังเกตได้เลยว่า แนวโน้มขาขึ้นที่เราเห็น มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเปลี่ยนแปลงแนวโน้มซึ่งอาจจะเปลี่ยนเป็น Side way หรือเปลี่ยนเป็นเทรนด์ขาลงก็เป็นได้




ราคามีการวิ่งทะลุ lowลงไปจากแนวโน้มแนวเดิมจุดนี้เราตั้งข้อสังเกตได้ว่ามีความเป็นไปได้ที่แนวโน้มกำลังจะจบ
และเปลี่ยนไปเป็นเทรนด์ขาลงก็เป็นได้



ตัวอย่าง



ราคาทะลุ Hi เดิมไป มีความเป็นไปได้ที่แนวโน้มจะเปลี่ยนจากขาลงเป็นขาขึ้น

ราคามีการวิ่งทะลุ lowลงไปจากแนวโน้มแนวเดิมจุดนี้เราตั้งข้อสังเกตได้ว่ามีความเป็นไปได้ที่แนวโน้มกำลังจะจบ และเปลี่ยนไปเป็นเทรนด์ขาลงก็เป็นได้



ผลคือเปลี่ยนเป็นเทรนด์ขาลงจริงๆ


เราจะดูว่า Hi, low อย่างไร?

สังเกตง่ายๆจาก การที่กราฟมีการเปลี่ยนที่ แล้วการเปลี่ยนการเคลื่อนที่ไปอีกแนวโน้มหนึ่ง

จะดูง่ายขึ้นถ้าเรารู้จักแนวรับแนวต้านเป็น


แนวโน้มขาลง  (Down trend)

แนวโน้มขาลงก็คือภาวะที่ High และ low ของราคาลดตัวต่ำลง หากการเคลื่อนที่ของราคาอยู่ในภาวะขาลง ก็จะลดตัวต่ำลงเสมอไปเรื่อยๆ  จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้ม



จุดเริ่มต้นของเทรนด์ขาลงจะเกิดขึ้นเมื่อไร?

กราฟมีการเคลื่อนที่แตกต่างไปจากแนวโน้มเดิม ราคาวิ่งต่ำลงทะลุ low เดิม


   


จากรูปจะให้สังเกตได้ว่า หากราคาวิ่งไปลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไป จากเทรนด์ขาขึ้น(High, low ยกตัวสูงขึ้น) 

การเคลื่อนที่ของราคาไม่สอดคล้องกับเทรนด์ขาขึ้น เพราะHighไม่ยกตัวสูงขึ้น การเคลื่อนที่ของราคาแบบนี้ 

เราควรสังเกตและเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงของเทรนด์ที่จะเกิดขึ้น



จุดจบของเทรนด์ขาลงจะเกิดขึ้นเมื่อใด



Lowไม่ยกตัวต่ำลง ให้เราสังเกตได้เลยว่า แนวโน้มขาลงที่เกิดขึ้นมีแนวโน้มที่จะจบลงและมีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเปลี่ยนเทรนด์อาจเปลี่ยนเป็น Side way หรือเปลี่ยนเป็นขาขึ้นก็ได้



Low ไม่ยกตัวต่ำลงและกลับยกตัวสูงขึ้นซึ่งผิดหลักของเทรนด์ขาลง

ราคามีการวิ่งทะลุ High ขึ้นไปจากแนวโน้มเดิมเราจะสังเกตได้ว่ามีความเป็นไปได้ที่แนวโน้มเดิมกำลังจะจบ และเป็นจุดเริ่มต้นของเทรนด์ขาขึ้นนั่นเอง




แนวโน้มพักตัวไร้ทิศทาง(Sideway)

เมื่อไรที่เราจะดูว่าเป็นพักตัวไร้ทิศทาง 
ก็คือเมื่อไม่เป็นไปตามเทรนด์ขาขึ้นหรือ เทรนด์ขาลงนั่นเอง



จากรูป High และ low ไม่กดตัวต่ำลง(เทรนด์ขาลง) และไม่ยกตัวสูงขึ้น(เทรนด์ขาขึ้น) Highและlow เสมอกันแบบนี้คือ Side way



สังเกต จากรูปแบบนี้ก็เรียกว่า Side wayเพราะไม่เป็นไปตามกฎของเทรนด์ขาขึ้นและขาลงเช่นกันทริค หากกราฟ Side wayให้มองหา pattern




จากรูปก็เป็น Side way เช่นกัน High ไม่ยกสูงขึ้น low ยกสูงขึ้น ไม่เป็นไปตามกฎของเทรนด์ ขาขึ้นขาลง

ก็จะมองเป็น Side way และหากเป็น Side way ให้มองหา Pattern*


บทสรุปของทฤษฎีดาว

จุดประสงค์ของดาว คือ การหาจุดเริ่มต้นของแนวโน้ม และ สามารถจับการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ได้  พวกเขารู้ดีว่าตลาดถูกขับเคลื่อนโดยอารมณ์ของตลาดและการเกิดปฏิกิริยาเกิน (Overreaction) จริงทั้งในด้านบวกและลบ  พวกเขาจึงมุ่งความสนใจไปที่การมองหาแนวโน้มและเคลื่อนไหวไปตามแนวโน้ม  แนวโน้มจะยังคงอยู่จนกระทั่งสามารถพิสูจน์ได้แน่ชัดถึงแนวโน้มใหม่ทฤษฎีดาวช่วยให้นักลงทุนเรียนรู้ข้อเท็จจริง ไม่ใช่ตั้งข้อสมมติฐานและคาดการณ์ล่วงหน้า  การตั้งข้อสมมติฐานเป็นสิ่งที่อันตรายสำหรับนักลงทุน  เพราะการคาดเดาตลาดเป็นเรื่องยาก  

ทฤษฎีดาวสามารถใช้เป็นพื้นฐานในการวิเคราะห์  ทฤษฎีนี้เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการพัฒนาแนวทางการวิเคราะห์ของนักลงทุน  การอ่านเกมตลาดเป็นศาสตร์ที่ได้จากประสบการณ์ตรงจากตลาด  เขามีความเชื่อว่าความสำเร็จเกิดจากการศึกษาที่จริงจังและการวิเคราะห์ที่มีทั้งความสำเร็จและความผิดพลาด  ความสำเร็จเป็นสิ่งที่ดี แต่อย่าหลงระเริง ขณะเดียวกัน ความผิดพลาด ถึงแม้จะเจ็บปวด แต่จะให้บทเรียนที่มีค่า  การวิเคราะห์ทางเทคนิคเป็นศิลปะอย่างหนึ่งซึ่งสามารถพัฒนาได้โดยการฝึกฝน เรียนรู้ทั้งจากความสำเร็จและล้มเหลวด้วยการมองไปข้างหน้า


FOREX    FX    Trend    ทฤษฎีดาว    Dow Theory    วิธีดูเทรนด์    แนวโน้มขาขึ้น    แนวโน้มขาลง    ไซด์เวย์    Up Trend    Down Trend    ฟอเร็กซ์   
อ้างอิง

- เปิดบัญชี FOREX