

ซึ่งถ้าดูผลประกอบการเฉพาะไตรมาส 4 จะอยู่ที่ 9.3 พันล้านบาท ดีขึ้นถึง 333% และดีกว่าที่ตลาดคาดเอาไว้ด้วย (กำไรจาก Lotus 6.7 พันล้านบาท)
แต่ถ้าดูสัดส่วนในแต่ละธุรกิจจะเห็นว่า "ดีขึ้น" แทบทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็น
>>> พื้นที่เช่าทั้ง Makro และ Lotus ก็ดูดีขึ้น (อัตราเช่าอยู่ที่ 92% จากเดิมอยู่ราวๆ 80%)
>>> ธุรกิจค้าปลีก "ลดลง" เล็กน้อย แต่ได้พื้นที่เช่ามาช่วย ก็พอชดเชยกันได้
>>> ธุรกิจค้าส่ง "ดีขึ้น" จากการฟื้นตัวหลัง COVID
>>> ธุรกิจค้าส่งมีมาร์จิ้นที่สูงมากขึ้น
ส่วนประเด็นเรื่องของ Valuation ของราคาหุ้น "ยังไม่แพง"
บทวิเคราะห์หลักทรัพย์เอเชียพลัสได้บอกถึงความน่าสนใจไว้ 3 ประการ คือ
1. มีโอกาสเติบโตได้ในระยะยาว จากการควบรวมระหว่าง Makro และ Lotus
ธุรกิจของ Makro มีความได้เปรียบมากจากการเป็นผู้นำในด้านของค้าส่ง และธุรกิจของ Lotus ที่เป็นผู้นำทางด้านค้าปลีก เชื่อว่าจะเกิด Synergy ที่สูงมากในอนาคต พร้อมทั้งการขยายการลงทุนในต่างประเทศ ช่องทางออนไลน์ ที่ยังเติบโตได้อีกมาก จุดเด่นของสินค้าที่เป็นอาหารสดที่แทบไม่มีคู่แข่งชัดเจน
2. มูลค่าหุ้นไม่ได้แพง เหมาะแก่การลงทุนระยะยาว
ฝ่ายวิจัยคาดว่าการเติบโตจะก้าวกระโดดในอีก 2 ปีข้างหน้า ถ้าคำนวนจาก P/E ในปี 2565 และ P/E ของปี 2566 จะอยู่ราวๆ 33.6 เท่า และ 24.3 เท่า ตามลำดับ ซึ่งไม่ได้แพงเหมาะแก่การลงทุนระยะกลาง-ยาว
3. มีโอกาสตกเป็นเป้าหมายของกองทุน
เป้าหมายของเรื่องการเพิ่มทุนเพื่อเพิ่ม FreeFloat ให้ถึงเกณฑ์ของนักลงทุนสถาบัน กองทุน ในการเข้ามาถือหุ้น ซึ่งมีโอกาสที่จะติด Index สำคัญต่างๆ เปิดโอกาสให้กองทุนเข้ามาถือหุ้นเพื่อลงทุน เป็นปัจจัยขับเคลื่อนราคาหุ้นให้สูงขึ้นได้อีก
เมื่อพิจารณาถึงตรงนี้แล้ว ก็ไม่แปลกใจที่นักลงทุนในตลาดเริ่มกลับมาให้ความสนใจหุ้น Makro อีกครั้ง เพราะมองในอนาคตแล้วถือว่าดูดีเลยทีเดียว