

ปัจจัยพื้นฐานที่ส่งผลต่อราคาทองคำ
- รายงานการประชุมเฟด:
คณะกรรมการเฟดเปิดเผยรายงานการประชุมประจำวันที่ 6-7 พฤษภาคม โดยชี้ว่าในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า เฟดอาจต้องเผชิญ “ทางเลือกที่ยากลำบาก” เนื่องจากเศรษฐกิจกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่อัตราเงินเฟ้อกลับมาสูงขึ้น ขณะที่อัตราการว่างงานก็เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นสัญญาณของภาวะ Stagflation ที่กดดันต่อแนวทางนโยบายการเงิน
นอกจากนี้ สมาชิกเฟดยังเตือนว่าความเสี่ยงที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะถดถอยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น
- ความตึงเครียดทางการค้าโลก:
อีกหนึ่งแรงกดดันสำคัญมาจากการที่อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเรียกเก็บภาษีศุลกากรจากประเทศต่าง ๆ อย่างกว้างขวางในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นปัจจัยที่เพิ่มความไม่แน่นอนในตลาดโลก และส่งผลให้ความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยยังมีอยู่ในระดับสูง
- คำแนะนำจากโกลด์แมน แซคส์:
นักวิเคราะห์จากโกลด์แมน แซคส์แนะนำให้นักลงทุนเพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำในพอร์ตระยะยาว เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านความเชื่อมั่นของสหรัฐฯ ที่อาจสั่นคลอน รวมถึงความไม่แน่นอนทางนโยบายการเงินจากเฟด และแรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลกที่ยังคงหนุนราคาทองคำ
PCE ถือเป็นดัชนีวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญมากที่สุด เนื่องจากสามารถสะท้อนพฤติกรรมของผู้บริโภคได้แม่นยำและครอบคลุมกว่าดัชนี CPI
มุมมองทางเทคนิค (Technical Outlook)
จากภาพกราฟ Time Frame 4 ชั่วโมง:
- ราคาทองคำเคลื่อนไหวในกรอบสามเหลี่ยมลู่ลง (Descending Triangle) และยังไม่สามารถทะลุแนวต้านที่บริเวณ 3,297 ดอลลาร์ได้
- EMA 50: ปัจจุบันราคาต่ำกว่า EMA50 เล็กน้อย แสดงถึงแรงขายระยะสั้นยังครองตลาด
- RSI: อยู่บริเวณ 46 ใกล้โซนแนวรับ 40 หากหลุด 40 จะเป็นสัญญาณแรงขายรอบใหม่
- แนวรับสำคัญ: 3,247 / 3,207 / 2,954
- แนวต้านสำคัญ: 3,279 / 3,297 / 3,326 / 3,367
กลยุทธ์การเทรด:
- หากยืนเหนือ 3,279 ได้อย่างมั่นคง (และ RSI กลับมายืนเหนือ 50): พิจารณาเปิด Buy เป้าหมาย 3,297 – 3,326
- หากราคาหลุดแนวรับ 3,247 และ RSI ต่ำกว่า 40: พิจารณาเปิด Sell เป้าหมาย 3,207 – 2,954
- SL ควรวางห่างอย่างเหมาะสมจากแนวรับ/แนวต้านหลัก
สรุป:
แม้ราคาทองจะอ่อนตัวลงเล็กน้อย แต่ยังมีปัจจัยหนุนจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจสหรัฐฯ รวมถึงแรงซื้อจากธนาคารกลาง นักลงทุนควรจับตาดัชนี PCE เป็นพิเศษ ซึ่งอาจเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางของเฟด และราคาทองในระยะถัดไป